วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่

 

ศาลพระภูมิ-ศาลเจ้าที่ ต่างกันอย่างไร

บ้านโดยทั่วไปนิยมตั้งทั้งศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่คู่กัน โดยให้ศาลพระภูมิอยู่ทางซ้ายมือ อาจเรียกรวมๆ ได้ว่า ศาลพระภูมิเจ้าที่ หรืออาจตั้งศาลเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ซึ่งความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างศาลทั้งสองประเภทคือ ศาลพระภูมิมักจะมีลักษณะเป็นวิหาร ตั้งอยู่บนฐานที่เป็นเสาเพียงต้นเดียวซึ่งยกระดับอยู่สูงว่าศาลเจ้าที่ ส่วนศาลเจ้าที่มักจะมีลักษณะเป็นเรือนบ้านแบบไทย ตั้งอยู่บนฐานที่มีเสา 4 ถึง 6 ต้น อยู่ในระดับต่ำกว่าศาลพระภูมิ

ทำไมศาลพระภูมิต้องตั้งบนเสา 1 ต้น?

ศาลพระภูมิ ตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่สิงสถิตของ พระภูมิเทพารักษ์ผู้ปกปักรักษาพื้นที่และบ้านเรือน ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผสมปนเปกันระหว่างความเชื่อดั้งเดิมของคนไทย กับศาสนาพุทธ และศาสนาฮินดูที่เข้ามาในภายหลัง ความเชื่อเรื่องการตั้งศาลพระภูมิบนเสาต้นเดียวนั้น อาจมีที่มาจากหลายๆ แห่ง แต่มีตำนานหนึ่งที่กล่าวถึง ท้าวทศราช เจ้าเมืองพาลีผู้กดขี่ข่มเหงราษฎร จนถูกพระนารายณ์ลงโทษให้ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เมื่อสำนึกผิดแล้ว พระนารายณ์จึงให้อภัยและให้ท้าวทศราชทำหน้าที่พระภูมิ คอยปกปักรักษาสถานที่ต่างๆ โดยประทับอยู่บนบ้านหลังเล็กที่สร้างอยู่บนเสาเพียงต้นเดียวเท่านั้น นี่จึงเป็นเงื่อนไขที่คนไทยปฏิบัติสืบต่อกันมา เพราะหากศาลพระภูมิไม่เป็นไปตามที่ท้าวทศราชรับปากกับพระนารายณ์เอาไว้แล้ว พระภูมิก็จะไม่สามารถเข้ามาสิงสถิตในศาลได้นั่นเอง

ศาลเจ้าที่/ศาลตายาย ใครเป็นคนอยู่?

ศาลเจ้าที่ หรือ ศาลตายาย ตั้งขึ้นสำหรับเป็นที่อยู่ของดวงวิญญาณที่คอยปกปักรักษาบ้านเรือนหรือสถานที่นั้นๆ เช่น บรรพบุรุษ เจ้าของที่ดิน หรือเจ้าที่เจ้าทางตามความเชื่อดั้งเดิมของคนไทย ศาลเจ้าที่ถือเป็นที่อยู่ของวิญญาณคนทั่วไป จึงนิยมสร้างให้มี 4 เสา เปรียบเสมือนบ้านเรือนของคนธรรมดา ซึ่งถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ในลำดับถัดมาจากพระภูมิที่เป็นเทพ ศาลเจ้าที่จึงถูกสร้างให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าศาลพระภูมิด้วย

ข้อควรรู้ก่อน ตั้งศาลพระภูมิ

แต่ไหนแต่ไรคนไทยมักมีความเชื่อเกี่ยวกับการ ตั้งศาลพระภูมิ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่พึ่งทางใจ ซึ่งศาลพระภูมิ ถือเป็นความเชื่อที่เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุด คนไทยจะให้ความเคารพ ด้วยเชื่อว่าเป็นเทวดาอารักษ์ผู้คอยปกปักรักษาคนในบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญรุ่งเรือง ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง

การ ตั้งศาลพระภูมิ จึงมีพิธีกรรมและข้อปฏิบัติเป็นแบบแผน ซึ่งหากใครกำลังจะตั้งศาลพระภูมิ บ้านและสวนอยากให้ผู้อ่านได้ทราบ ข้อควรรู้ก่อนตั้งศาลพระภูมิ” เพื่อการนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

ศาลพระภูมิ ควรตั้งอยู่ในที่โล่งแจ้ง โดยไม่ควรให้เงาของตัวบ้านและต้นไม้มาบดบัง อีกทั้งไม่ควรตั้งอยู่บนพื้นเดียวกับพื้นบ้าน ศาลที่ตั้งบนพื้นเดียวกับพื้นบ้านได้คือศาลพระพรหมหรือพระนารายณ์เท่านั้น

 การ ตั้งศาลพระภูมิ ควรเว้นระยะห่างจากรั้วบ้านและตัวบ้านพอสมควร และไม่ควรอยู่ใกล้บริเวณห้องน้ำด้วยเพราะถือเป็นบริเวณที่สกปรกและมีกลิ่นเหม็น

 ควรยกพื้นที่ตั้งศาลให้สูงขึ้นจากพื้นดินประมาณ 1 คืบ (กรณีที่สามารถยกได้) และความสูงของศาลควรให้อยู่เหนือระดับสายตาขึ้นไปเล็กน้อย

4. ควรดูเรื่องทิศทางการหันหน้าศาลให้เหมาะสม เช่น ศาลไม่ควรหันหน้าตรงกับประตูหน้าบ้าน อย่าหันหน้าศาลเข้าบริเวณที่ตั้งของห้องน้ำ และยังมีเรื่องทิศทางที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมอีกด้วย ดังนี้

ทิศที่ควรหันหน้าศาล

ตะวันออกเฉียงเหนือ

ทิศตะวันออก

ทิศตะวันออกเฉียงใต้

ทิศที่ไม่ควรหันหน้าศาล

ทิศตะวันตก

ทิศใต้

รู้ไว้ใช่ว่า

ในกรณีที่อยู่ในหมู่บ้านหรือชุมชน หากพื้นที่ส่วนกลางมีการ ตั้งศาลพระภูมิ ไว้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งศาลพระภูมิในบ้านก็ได้ แต่ถ้าอยากตั้งเพิ่มอีกก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน

ควรตั้งแค่ศาลใดศาลหนึ่ง เช่น ถ้าตั้งศาลพระภูมิแล้วก็ไม่จำเป็นต้องตั้งศาลตายายเพิ่มอีกควรหมั่นดูแล เปลี่ยนของไหว้ตลอด อย่างน้อยเฉพาะวันพระก็ได้

ดูฤกษ์วันในการตั้งศาลให้ดี ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีวันที่ห้ามตั้งศาล เช่น เดือน 2 ห้ามตั้งศาลวันพุธและวันศุกร์ เวลาที่ควรตั้งศาลพระภูมิคือ ช่วงเช้าหรือก่อนดวงอาทิตย์ตกดิน

เจ้าของบ้านสามารถตั้งศาลพระภูมิเองได้ แต่โดยปกติจะให้พราหมณ์หรือผู้รู้เป็นผู้ประกอบพิธี

ขอบคุณข้อมูลจากบ้านและสวน



ภาพจากคอมมอน

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568

"ยันต์จักรพัตราธิราช"

 

อานุภาพของยันต์จักรพัตราธิราช

"ยันต์จักรพัตราธิราช" หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "พระยันต์ตำรับวัดประดู่โรงธรรม" (ในเอกสารบางฉบับใช้อ้างอิงว่า "วัดประดู่ทรงธรรม")

"อนึ่งถ้ากุลบุตรผู้ใดจะใคร่ปรารถนาลาภยศ ให้ลงมหายันต์นี้ใส่แผ่นหินก็ได้ แผ่นทองคำ แผ่นทองแดง แผ่นเงิน หรือแผ่นตะกั่วก็ได้ เอาแช่น้ำบูชาไว้ ยิ่งแช่ในขันสัมฤทธิ์ยิ่งดีนัก เอาน้ำนั้นกินบ้าง ใส่ศีรษะบ้าง ลูบหน้าบ้าง บำบัดโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายและทั้งอายุก็ยืนยาว บังเกิดลาภยศตามแต่จะพึงปรารถนา อธิษฐานเอาเถิดจะ สำเร็จตามความปรารถนาทุกประการ

ถ้าจะให้มีตบะเดชะให้เอาพระยันต์นี้ลงทำเป็นตะกรุดผูกเอวไว้ ให้รูดตะกรุดไว้ข้างหน้า ใครเห็นใครกลัว ใครเห็นใครรักแล ถ้าจะเล่นการพนันให้รูดตะกรุดนี้ไว้ข้างหน้า อธิษฐานว่าจะเอาเท่าไรพึงเอาเท่านั้นเถิด พึงตั้งมั่นอยู่ในความสัตย์ ได้ดังความปรารถนา ไม่แพ้แก่การพนันแล

อนึ่งถ้าจะให้คนมาเกี่ยวข้าวในนาของเรา หรือจะทำการค้าขายให้ขายสินค้าได้คล่อง ๆ ให้เอามหายันต์นี้ลงใส่ผ้าขาว ทำเป็นธงปักไว้ ลมพัดไปทางไหน ผู้คนหลั่งไหลมาทางทิศนั้นแล หรือจะทำเป็นตะกรุดแช่น้ำมนต์ เอาน้ำมนต์ประพรมสินค้าก็ได้ ซื้อง่ายขายคล่อง แลถึงแม้ว่าผีเข้าอยู่ ให้เอาน้ำมนต์นี้ประพรม ผีก็หนีออกไปสิ้น

ถ้าจะประจัญด้วยข้าศึก ให้ลงพระมหายันต์นี้ทำเป็นธงใส่ในผืนผ้าขาว แล้วอธิษฐานยกธงโบกขึ้นไปทางทิศไหน ข้าศึกแตกหนีไปทางนั้น ธงนี้เอาบูชาไว้กับบ้านเรือนใด กันเสนียดจัญไร กันฟ้าและกันไฟก็ได้แล

ถ้าจะกันโจรผู้ร้ายมิให้ทำอันตรายแก่เราได้ ให้เอากรวดและทรายมา เอาน้ำมนต์ที่แช่ตะกรุดนั้นประพรมกรวดทรายเข้า แล้วเอากรวดทรายนั้นหว่านล้อมให้รอบบริเวณบ้านเรา อธิษฐานขอบารมีพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จงมาช่วยคุ้มครองป้องกันอันตราย บรรดาคนที่คิดร้ายต่อเราเข้ามาเหยียบถูกกรวดถูกทรายที่เราหว่านโปรยไว้ จะต้องบังเกิดมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานาแล อุปเท่ห์มหายันต์นี้มีมากมายเหลือจะคณานับ ใช้ได้ทุกประการ"

ที่มาhttps://www.watthakhanun.com/


หลวงพ่อพระร่วงทองคำ

 

     หลวงพ่อพระร่วงทองคำ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารหลวง วัดมหรรณพารามวรวิหาร แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานครฯ องค์พระเป็นโลหะทองคำ (60 เปอร์เซนต์) มีรอยต่อ 9 แห่ง โดยมีหมุดเป็นเครื่องเชื่อมรอยต่อ ซึ่งเป็นเครื่องหมายถึงความเจริญก้าวหน้า เป็นพระพุทธรูปที่มีพระพุทธลักษณะงดงามมากองค์หนึ่งในประเทศไทย

ประวัติ

แรกสร้าง

     พระร่วงทองคำ เป็นพระพุทธรูป ปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย เดิมประดิษฐานอยู่ ณ วัดโคกสิงคาราม อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย สร้างในรัชสมัยใดไม่ปรากฏ แต่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี

การอัญเชิญลงมากรุงเทพ

      ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอุดมรัตนรังสี (พระองค์เจ้าอรรณพ) พระราชโอรสในรัชกาลที่ 3 ได้ทรงสร้างวัดมหรรณพาราม เมื่อปี พ.ศ. 2393 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์สมเด็จพระบรมชนกนารถ (รัชกาลที่ 3)

     ในขณะทำดำเนินการก่อสร้างวัด เป็นระยะเวลาที่องค์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรใกล้จะเสด็จสวรรคต พระองค์เจ้าอรรณพจึงทรงเร่งรัดให้มีการจัดงานเฉลิมฉลองวัด รวมทั้งอัญเชิญพระประธานคือ "หลวงพ่อร่วง" จากเมืองสุโขทัยมาประดิษฐาน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ก่อนที่สมเด็จพระชนกนารถจะเสด็จสวรรคต (ซึ่งรัชกาลที่ 3 ได้เสด็จสวรรคตในปีถัดมาคือ พ.ศ. 2394)

     แต่กระบวนอัญเชิญหลวงพ่อร่วงจากสุโขทัยไม่สามารถดำเนินการได้ลุล่วงทันตามประสงค์พระองค์เจ้าอรรณพ จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูปปูนปั้นในพระอุโบสถมาเป็นพระประธานแทนไปก่อน ถัดจากนั้นอีก 3 เดือน เมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อมสรรพจึงได้อัญเชิญหลวงพ่อร่วง มาประดิษฐานเป็นพระประธานภายในพระวิหารได้สำเร็จดังที่ทรงตั้งพระทัยไว้แต่เดิม

พุทธลักษณะ

    พระร่วงทองคำ เป็นพระพุทธรูปแบบสุโขทัย ขนาดหน้าตัก กว้าง วา 1 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว (หน่วยความยาวไทย) สูง 1 วา 3 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว องค์พระเป็นโลหะทองคำ มีรอยต่อ 9 แห่ง โดยมีหมุดเป็นเครื่องเชื่อมที่รอยต่อ ชุกชีที่ประดิษฐานยาว 2 วา 1 ศอก 7 นิ้ว กว้าง 2 วา 2 ศอก ถัดจากฐานขึ้นไปเรียกว่า บัลลังก์ ทำเป็นลายดอกบัวคว่ำบังหงาย และดอกไม้เครือกระจังลงรักปิดทอง ประดับด้วยกระจกสีต่าง ๆ



ที่มาวิกีเดียสารานุกรมเสรี

 

หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตรวิทยาราม

 ประวัติพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือ หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตรวิทยาราม เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือ หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตรวิทยาราม เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย คือ อยู่ในพระอิริยาบถนั่งสมาธิราบ พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางเหนือพระชานุ ปลายพระหัตถ์ชี้ลงพื้นธรณี หน้าตักกว้าง ๖ ศอก ๕ นิ้ว สูงจากฐานถึงพระเกตุเมาฬี ๗ ศอก ๑ คืบ ๙ นิ้ว น้ำหนักประมาณ ๕ ตันครึ่ง

ประวัติว่าสร้างเมื่อใดยังไม่แน่ชัด เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปสำคัญของวัดมหาธาตุ สุโขทัย ดังที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกว่า "วัดมหาธาตุ กลางเมืองสุโขทัย มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม" ซึ่งพิจารณาทั้งตามหลักฐานอื่นและเหตุผลประกอบแล้ว พระพุทธรูปองค์นี้ น่าจะเป็น พระพุทธรูปทอง องค์ดังกล่าว เพราะปริมาณทองคำแท้นี้ รวมถึงขนาดพระพุทธรูปนี้ ย่อมเกินกว่าที่สามัญชนทั่วไปพึงสร้างเป็นสมบัติ

แต่อย่างไรก็ดี ต่อมาพระพุทธรูปองค์นี้ได้ถูกพอกปูนลงรักปิดทองทั่วทั้งองค์ เพื่อเป็นการอารักขาภัย แต่ไม่ทราบว่าตกไปอยู่ในสถานที่ใดบ้าง ทราบแต่เพียงว่าล่าสุด ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระยาไกร (วัดโชตนาราม) แต่ต่อมา วัดพระยาไกร กลายเป็นวัดร้าง ไม่มีผู้ดูแล ประกอบกับ บริษัท อีสต์เอเชียติก จำกัด ประสงค์ขอเช่าพื้นที่ของวัดเพื่อดำเนินกิจการของบริษัท ที่ประชุมคณะสงฆ์จึงให้วัดไตรมิตรวิทยาราม และวัดไผ่เงินโชตนาราม ไปอัญเชิญพระพุทธรูปสององค์ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวัดพระยาไกรนั้น ไปประดิษฐานไว้ตามสมควร ทางคณะของวัดไผ่เงินฯได้เดินทางไปถึงก่อน จึงเลือกอัญเชิญพระพุทธรูปสำริดไป เหลือพระพุทธรูปปูนปั้นไว้ให้วัดไตรมิตร

ข้อสันนิษฐานว่าเหตุใด พระพุทธรูปจึงประดิษฐานอยู่ที่วัดพระยาไกร บ้างก็ว่าสมัยรัชกาลที่ 1 ได้ให้กรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาท อัญเชิญพระพุทธรูปจากเมืองสุโขทัยและเมืองอื่น ๆ เป็นจํานวน 100 กว่าองค์ นํามาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ รวมทั้งพระพุทธรูปทองคําองค์นี้ด้วย แต่ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะเป็นพระพุทธรูปทองคําขนาดใหญ่มาก นําไปประดิษฐานไว้ในพระอารามหลวงมากกว่าที่จะนําไปประดิษฐานที่วัดราษฎร์ อีกประการคือ เมื่อหุ้มด้วยปูนน่าจะเกิดการกะเท่าแตกบ้างขณะขนย้ายมายังกรุงเทพ และเรื่องที่ว่า มีขุนนางบางคนเห็นประโยชน์ส่วนตัว จึงยักยอกเอาพระพุทธรูปทองคําองค์นี้ไว้เป็นสมบัติส่วนตัว แล้วสั่งให้ช่างเอาปูนไล้เสียให้ทั่วองค์พระ แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะการเก็บเป็นความลับเรื่องพระพุทธรูปทองคําที่มีขนาดใหญ่จึงเป็นเรื่องที่ทําได้ยากมาก

ส่วนอีกข้อสันนิษฐาน คือ พระพุทธรูปทองคําองค์นี้น่าจะหล่อขึ้นในสมัยเดียวกันกับการสร้างวัดพระยาไกร กล่าวคือ พระยาไกรโกษาได้สร้างพระพุทธรูปทองคําขึ้นมาเพื่อเป็นพระประธานของวัด สันนิษฐานได้ว่า พระยาไกรโกษาเป็นผู้ที่มองการณ์ไกล เนื่องจากถ้าเกิดศึกสงครามขึ้นมาก็สามารถถอดออกและขนย้ายได้สะดวกกว่าการขนย้ายพระทั้งองค์ ส่วนการไล้ปูนทั่วองค์พระพุทธรูปนั้นก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ประการแรก เพื่อเป็นการป้องกันการครหานินทา เนื่องจากว่าไม่เคยมีผู้ใดเคยสร้างพระพุทธรูปทองคําขนาดใหญ่แบบนี้มาก่อน

ค้นพบ
ในขั้นแรกเมื่อถึงวัดไตรมิตร ก็ได้แต่เพียงปลูกเพิงสังกะสีธรรมดา เพื่อบังแดดบังฝน ไว้ริมถนนด้านทิศตะวันออกของพระอุโบสถ เป็นเวลาถึง 20 ปี ด้วยยังหาที่จะประดิษฐานอันเหมาะสมมิได้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 จึงทำการสร้างวิหารใหม่ ด้วยตั้งใจจะประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้โดยเฉพาะ เพื่อจะได้ทำการประดิษฐานพระพุทธรูป ให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี แต่ในขณะเคลื่อนย้ายพระพุทธรูป เนื่องจากพระพุทธรูปมีน้ำหนักมาก สายเครื่องกว้านจึงขาดลง ทำให้พระพุทธรูปตกกระแทกพื้น ส่งผลให้ปูนที่หุ้มบริเวณพระอุระกระเทาะออก เผยให้เห็นเนื้อทองคำบริสุทธิ์ ท่านเจ้าอาวาสจึงให้ลอกปูนออกทั้งองค์ แล้วนำขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิหารนั้นมาจนถึงปี 2550

พอย่างเข้าปลายปี 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างพระมหามณฑป พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แทนพระพระวิหารองค์เดิม ซึ่งคับแคบมาก และเมื่อปลายปี 2552 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงประกอบพิธีสวมพระเกตุมาลาบนเหนือพระเศียรพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากรด้วย

ลักษณะ
พระสุโขทัยไตรมิตร ขณะประดิษฐาน ณ พระวิหารหลังเก่า ภายในวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร พระพุทธรูปเป็นพระพุทธรูปสุโขทัย ปางมารวิชัย มีหน้าตักกว้าง 3.10 เมตร มีหน้าตัก กว้าง 6 ศอก 1 คืบ น้ำหนักประมาณ 5 ตันเศษ มีรูปลักษณะพระพักตร์ยาว คางหยัก สังฆาฏิเป็นเขี้ยว ตะขาบทั้งข้างหน้าและข้างหลัง นิ้วเป็นนิ้วมนุษย์ผิดกับนิ้วพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยหมวดพระชินราช ซึ่งมีนิ้ว พระหัตถ์เสมอกันทั้ง 5 นิ้ว สูงจากฐานถึงยอดพระเกตุมาลา 3.94 เมตร

ถอดออกได้เป็น 9 ชิ้น คือ พระพาหาทั้งสอง พระหัตถ์ทั้ง สอง พระชงฆ์ทั้งสอง พระเพลาทั้งสอง และตรงพระศอ โดยมีกุญแจสําหรับถอดและประกอบกันเข้าแล้วก็สนิทเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน มีความบริสุทธิ์ของเนื้อทองจากฐานขององค์พระ 40 เปอร์เซนต์ เรื่อยขึ้นไปถึงพระพักตร์มีความบริสุทธิ์ของทอง 80 เปอร์เซนต์ ส่วนยอดเป็นทองคำเนื้อแท้ 99.99 เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำหนักเฉพาะส่วนยอดนี้ 45 กิโลกรัม



ที่มา https://historyoftemples.kachon.com/

พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ​ (วัดหน้าพระเมรุ)

 

พระผู้มีมีชัยชนะเหนือหมู่มาร ทั้ง 3 โลก

     พระประธานในพระอุโบสถ วัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย (เป็นตอนที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสำเร็จพระอรหันต์นิ้วจรดลงไปที่พื้น เพื่อให้พระแม่ธรณีเป็นพยานว่าพระองค์ตรัสรู้แล้ว) ทรงเครื่องใหญ่มหาจักรพรรดิ์ หล่อด้วยทองสำริดลงรักปิดทอง หน้าตักกว้างประมาณ 4.5 เมตร สูงประมาณ 6 เมตร พระอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาวางคว่ำบนพระชานุ (เข่า)

     ย้อนไปเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง วัดหน้าพระเมรุนั้นรอดพ้นจากการถูกทำลายจากพม่า เนื่องมาจากตั้งอยู่ใกล้พระราชวังหลวง และพม่ายังได้ใช้วัดแห่งนี้เป็นที่ตั้งกองทัพ ทำให้วัดหน้าพระเมรุ และ องค์หลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถยังมีสภาพสมบูรณ์สวยงามจนถึงปัจจุบัน

     ความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ ได้รับการบอกเล่าต่อกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้ในแต่ละวันจะมีผู้คนมากมายมากราบสักการะขอพร และชื่นชมความงดงามขององค์หลวงพ่อกันเป็นจำนวนมาก ใครมาที่วัดหน้าพระเมรุก็ต้องประทับใจเพราะองค์หลวงพ่อนั้นสวยงาม สมบูรณ์แบบทุกสัดส่วน หาพระพุทธรูปองค์ไหนเสมอเหมือนมิได้จริงๆค่ะ



ยันต์ในดวงตาพระเนตร

พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาค วัดหน้าพระเมรุราชิการาม จ.พระนครศรีอยุธยา

อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ

1.(อะ) อะระหัง หมายถึง เป็นผู้ดับเพลิงทุกข์ เพลิงกิเลสโดยสิ้นเชิง

บทนี้ใช้ด้านกันไฟทั้งปวง

2.(สัง) สัมมาสัมพุทโธ หมายถึง เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตัวพระองค์เอง

บทนี้ใช้เป็นตบะเดชะเสริมสร้างสง่าราศี

3. (วิ) วิชาจะระณะสัมปันโน หมายถึง เป็นผู้พร้อมด้วยวิชาและจรณะ

บทนี้ใช้ด้านโภคทรัพย์โชคลาภ

4. (สุ) สุคะโต หมายถึงเป็นผู้ดำเนินไปได้ด้วยดี

บทนี้ใช้ในด้านการเดินทาง ทั้งทางบก น้ำ อากาศ

5.(โล)โลกะวิทู หมายถึง เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง

บทนี้ใช้ภาวะนาเมื่อเข้าป่าหรือที่มืด

6. (ปุ) อนุตตโร ปุริสะทัมมะสารถี หมายถึง เป็นผู้ฝึกบุรุษผู้ควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า

บทนี้ใช้ทางมหาอำนาจ ตวาดผี

7. (สะ) สัตถาเทวะมนุษานัง หมายถึง เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

บทนี้ใช้ทางเมตามหานิยม สมณะ ขุนนางเอ็นดู

8. (พุ) พุทโธ หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

บทนี้ใช้ภาวนาอารมณ์ ทำให้ไม่ตกต่ำอับจน

9. (ภะ) ภะคะวา ติ หมายถึง เป็นผู้จำเริญ จำแนก ธรรม สั่งสอนสัตว์ดังนี้

บทนี้ใช้ในทางป้องกันภยันอันตรายอันจะกระทำแก่เรา ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์

อมนุษย์ อสูรกาย สัตว์เดียรฉาน ป้องกันการประทุษร้ายเหล่านั้นได้ ทั้งสิ้น

ยันต์หัวใจพระนวหรคุณ เป็นพระคาถาหัวใจนวหรคุณ ถอดมาจากบทพุทธคุณในอิติปิโส ใช้ได้ทั้ง 108 ประการ คุ้มกันภัยทั้งปวง แคล้วคลาดดี และโภคทรัพย์ ดีนักแล

ข้อมูลจาก ayutthaya.go.th และเฟสบุคเรื่องเล่าชาวสยาม

 


วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568

อาจารย์เฮง ไพรยวัล (พ.ศ.2428-พ.ศ.2502)

 



  • ประวัตินามสกุล “ไพรยวัล”
  • สมัยก่อนยังไม่มีการใช้นามสกุล แต่เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 6 มีการตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้น นายใย-นางวัน มีบุตรชายคนโตเป็นชาย คือ อาจารย์เฮง ซึ่งชอบศึกษาหาความรู้ต่างๆ ในด้านคงกระพันชาตรี อาคม เวทมนต์ ตามถ้ำ เขา ลำเนาไพร ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน นายใยจึงได้ขอตั้งชื่อนามสกุลของตนเองว่า “ไพรยวัล”
  • เดิมนายใยตั้งใจจะใช้ว่า ไพญวัล แต่เวลาไปจดทะเบียน คนที่อำเภอเขียนเป็นไพรยวัล เพราะเห็นว่า ไพญวัล ไม่มีความหมาย ตัวสะกดเดิมใช้ ญ แต่อำเภอมาเปลี่ยนมาใช้ ย ตัวพยัญชนะต้นไม่ควบกล้ำคือ ไพ ก็เขียนควบกล้ำเป็น ไพร แต่ข้างเรือของอาจารย์เฮงเขียนไว้ว่า ไพรญวัญ เพราะอาจารย์เฮงไม่ชอบ ย ยักษ์ บอกว่าเหมือน ยักขมูขี และบางคนเขาถือว่า ชื่อต้องไม่มี ย ให้มาใช้ ญ เป็น ไพรญวัญ พระผู้เป็นหลานตาของอาจารย์เฮงบอกว่า วัญ มีความหมายว่าสดใส รุ่งเรือง แต่ท้ายสุดปัจจุบันนามสกุลนี้ก็ใช้ชื่อว่า “ไพรยวัล” (ตามหนังสือ เฮง ไพรยวัล โดย สุวิทย์ ขันธวิทย์ รศ.อิงอร สุพันธุ์วณิช)
  • ประวัติอาจารย์เฮง ไพรยวัล และสายตระกูลอาจารย์เฮง ไพรยวัล
  • อาจารย์เฮง ไพรยวัล เป็นบุตรชายของนายใย และนางวัน พื้นเพเป็นคนแถวบ้านป้อมเพชร เกิดเมื่อวันพุธ เดือน 8 พ.ศ.2428 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาได้ขยับขยายไปซื้อที่ดินเพิ่มเติมที่ทุ่งหันตรา
  • อาจารย์เฮง มาจากครอบครัวที่มีอันจะกินผู้หนึ่ง จากการสอบถามประวัติจากหลานสาวคนหนึ่งกล่าวว่า
  • “พ่อของปู่เป็นคุณพระ เขาถึงได้มีที่นาเยอะ”
  • “แถวนี้ไร่ที่นาของตระกูลนี้ทั้งนั้น ของญาติปู่เฮงทั้งนั้น”
  • แสดงว่าบิดาเป็นมีการศึกษา รวมทั้งเป็นคนมีฐานะสามารถส่งเสียให้ไปเรียนต่างประเทศ (ปีนัง สิงคโปร์) ได้ ตามที่เล่ามา บิดาเป็นนายตำรวจหรือผู้ตรวจการคุก (พัศดี) แต่อาจารย์เฮงไม่สนใจจะศึกษาทางวิชาการอื่น ท่านสนใจแต่วิชาทางไสยศาสตร์ เวทมนต์คาถา ก่อนที่จะไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ท่านได้บวชที่วัดสุวรรณดาราราม พระนครศรีอยุธยา
  • หลังจากลาสิกขาบทครั้งแรกแล้ว อาจารย์เฮง ได้ไปศึกษาต่อที่ ปีนังและสิงคโปร์ ตามที่บิดาต้องการ การไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้อาจารย์เฮงได้พบกับเพื่อนใหม่มากมาย และเพื่อนเหล่านั้นต่างก็กลับมารับราชการได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวง พระ พระยา หลายคน เช่น พระยาเพชรปรีชา
  • ขณะที่ศึกษาอยู่ที่ปีนัง อาจารย์เฮงไม่ได้สนใจวิชาการที่ศึกษาอยู่ กลับคิดถึงแต่เรื่องไสยศาสตร์ เวทมนต์คาถา จึงได้ลาออกจากการศึกษาและกลับประเทศไทย เพื่อนคนหนึ่งขณะนั้น (ต่อมาได้รับราชการเป็นพระยาเพชรปรีชา) แนะนำว่าให้เดินทางกลับทางภาคใต้ และควรศึกษาวิชาความรู้ต่างๆ ทางภาคใต้ โดยเฉพาะที่เขาอ้อ จังหวัดพัทลุง ที่มีชื่อเสียงทางด้านการสักยันต์และการอาบน้ำว่าน ฯลฯ อาจารย์เฮงได้สนใจทางการสักยันต์ และได้ศึกษาขึ้นพื้นฐานจากสำนักเขาอ้อ จังหวัดพัทลุงอยู่ประมาณสามเดือนก็กลับเข้ากรุงเทพฯ และเดินทางกลับอยุธยา ต่อมาไม่นานบิดาท่านซึ่งป่วยอยู่ก็ถึงแก่กรรม ท่านจึงหันไปสนใจศึกษาวิชาทางไสยเวทอย่างเต็มที่
  • ครั้งนี้ท่านมุ่งไปที่วัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ที่เก็บเอกสารวิชา ตำรับตำราโบราณมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตำรับตำราเหล่านี้สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว เป็นผู้เรียบเรียงและรวบรวมขึ้นจากตำราครั้งโบราณ เป็นที่ยอมรับและนับถือกันโดยเฉพาะตำราพิชัยสงคราม ซึ่งแตกแขนงออกไปหลายสาขา เช่น วิชาการตั้งพิธีกรรม วิชาการตั้งค่ายกล วิชาการตั้งทัพ วิชาการเลือกชัยภูมิสร้างเมือง วิชาการตั้งปั้นเครื่องราง รวมทั้งวิชาการสักยันต์และอักขระอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย วิชาสมุนไพรรักษาโรคนานาชนิด ฯลฯ อีกด้วย
  • (ภาพภายในวิหารวัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)
  • อาจารย์เฮงได้ศึกษาตำราต่างๆ โดยเฉพาะคัมภีร์รัตนมาลาหรือคาถามหาพุทธาธิคุณ ซึ่งว่าด้วยบทอิติปิโสครบสูตร รวมทั้งศึกษายันต์มหาจักรพรรดิตราธิราชด้วย เมื่ออาจารย์เฮงได้ศึกษาท่องอ่านเขียนตำราเหล่านี้ได้อย่างคล่องแคล่วแตกฉานแล้ว ท่านก็สนใจที่จะศึกษาเรื่องของยันต์นะครบสูตรอีกสูตรหนึ่ง เพราะตอนที่อยู่ทางใต้ท่านยังศึกษาไม่ละเอียดก็ต้องกลับอยุธยาเสียก่อน เพราะบิดาท่านป่วย
  • สูตรยันต์ที่อาจารย์เฮงสนใจคือ ยันต์นะ 9 เฮชาตรี ซึ่งเป็นสุดยอดวิชายันต์อีกแขนงหนึ่ง ผู้ที่มีความรู้ดีด้านนี้มีน้อย แต่ก็ยังมีผู้ที่รู้อย่างเจนจบก็คือ หลวงพ่อกลั่น ธมฺมโชติ วัดพระญาติการาม พระนครศรีอยุธยา อาจารย์เฮงเคยรู้จักกับหลวงพ่อกลั่นมาแล้ว สมัยที่หลวงพ่อกลั่นยังเป็นพระลูกวัดอยู่ แต่ขณะนั้นหลวงพ่อกลั่นได้มีวิชาความรู้คาถาอาคมและเติบโตทางธรรมมากขึ้น อาจารย์เฮงจึงได้มาขออุปสมบทที่วัดพระญาติการาม โดยมีหลวงพ่อกลั่นเป็นพระอุปัชฌาย์ และอาจารย์เฮงก็ได้สมัครเป็นศิษย์หลวงพ่อกลั่น และวิชาความรู้ของหลวงพ่อกลั่นไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ ใครจะศึกษาต้องถ่ายทอดกันปากต่อปาก คือ อยู่คนละฝาห้อง อาจารย์จะเป็นผู้บอกตัวคาถาและอักขระให้ท่องจำเอาเองให้ได้ เหตุที่ไม่มีการจดบันทึกอาจเป็นเพราะเกรงว่า คาถานั้นจะร่วงหล่นไปตามพื้น เมื่อกระดาษนั้นหล่นหายหรือถูกทิ้งทำลาย
  • (ภาพหลวงพ่อกลั่น ธมฺมโชติ วัดพระญาติการาม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)
  • วิชาที่อาจารย์เฮงศึกษาจากหลวงพ่อกลั่นมีอยู่หลายแขนง เช่น ชักยันต์นะ 9 เฮชาตรี การฝังเข็มทอง การสักยันต์ณาณาณา เป็นกงจักรนารายณ์ซึ่งมาจากอิติปิโสแปลงรูป (นารายณ์แปลงรูป)
  • ขณะที่อาจารย์เฮงศึกษาบวชเรียนอยู่ที่วัดพระญาติการามนั้น ได้มีโอกาสพบหลวงปู่สีห์ พินทสุวัณโณ และคุ้นเคยกัน เพราะหลวงปู่สีห์ อุปสมบทโดยมีหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม เป็นพระอุปัชฌาย์ และหลวงปู่สีห์ สนใจด้านไสยศาสตร์ก็มาศึกษาคาถาอาคม พุทธคมกับหลวงพ่อกลั่นที่วัดพระญาติการามด้วย
  • (ภาพหลวงปู่สีห์ พินทสุวัณโณ วัดสะแก อำเภออุทัย พระนครศรีอยุธยา)
  • เมื่อเรียนความรู้คาถาอาคมสักยันต์ต่างๆ กับหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการามจนจบแล้ว อาจารย์เฮงอยู่รับใช้หลวงพ่อกลั่นระยะหนึ่ง ก็ลาสิกขาบทออกมาเป็นฆราวาส หลังจากที่อาจารย์เฮงกลับมาครองเพศฆราวาสที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เริ่มปรากฎชื่อเสียงเกียรติคุณกระเดื่องดังทางเป็นพระอาจารย์วิชาไสยศาสตร์ ท่านเริ่มตั้นด้วยการเป็นอาจารย์สักยันต์ก่อน คือท่านจะใช้หมึกแดงในการสัก ลูกศิษย์ของท่านจึงมีชื่อเรียกว่า นักเลงยันต์แดง หรือศิษย์อาจารย์เรือลอยเพราะท่านได้ล่องเรือไปทั่ว เนื่องจากท่านชอบอยู่ในเรือมากกว่าบนบก เมื่ออยู่กรุงเทพฯ ก็อยู่ในเรือหน้าวัดบพิตรภิมุข เมื่ออยู่อยุธยาก็อยู่หน้าวัดสะแก
  • เพื่อนๆ ของท่านเมื่อทราบว่าท่านมีวิชาความรู้ดีก็มาขอตัวเป็นศิษย์ ราว พ.ศ.2476 เกิดกบฏบวรเดช จึงมีทหารและข้าราชการมาให้ท่านสักเป็นจำนวนมาก การสักยันต์ครั้งนี้ อาจารย์เฮงตั้งพิธีการสักยันต์ที่วัดหันตรา โดยอาจารย์เฮงนิมนต์หลวงปู่สีห์ พินทสุวัณโณ เป็นผู้นำฝ่ายสงฆ์ในการทำพิธี การสักยันต์ของอาจารย์เฮงนั้นจะต้องตั้งราชวัตรฉัตรธง ทำแท่นบูชาพระอรหันต์ 108 รูป พระสงฆ์สวดพระคาถา ส่วนอาจารย์เฮงก็จะสักและว่าคาถากำกับไปด้วย
  • หลังจากนั้น เมื่ออาจารย์เฮงจะประกอบพิธีกรรมครั้งใด ก็จะอาราธนาหลวงปู่สีห์ ไปร่วมพิธีฝ่ายสงฆ์อยู่เสมอ
  • อาจารย์เฮง มีฐานะมั่งคั่ง มีบ้านเป็นหลักแหล่งอยู่ที่ทุ่งหันตรา มีไร่นาและบ้านอีกหลังหนึ่งอยู่ที่อำเภอวังน้อย พระนครศรีอยุธยา เมื่อท่านมีลูกศิษย์ลูกหามาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะลูกศิษย์จากกรุงเทพฯ เพื่อความสะดวกในการประสิทธิ์ประสาทความรู้ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาจึงเชิญท่านมาเช่าบ้านอยู่ที่สวนมะลิ และย้ายมาอยู่ที่ห้องแถวหน้าสมาคม Y.M.C.A. วรจักร (จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านจึงอพยพขึ้นไปอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาดังเดิม ระหว่าง พ.ศ.2484-2485)
  • สมัยที่ท่านเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ นั้น เป็นยุคสมัยที่นักเลงและอั้งยี่ เฟื่องฟู พวกอั้งยี่จะนับถือหลวงพ่อโม วัดสามจีน, พวกนักเลงจะนับถือหลวงพ่อหรุ่นเก้ายอด, นอกจากนี้ยังมีพวกยันต์แดงอาจารย์เฮง, สามล้อถีบวัดสามจีนและลูกศิษย์สายหลวงปู่ทอง วัดราชโยธา, พ่อแก้ว คำวิบูลย์ เป็นต้น
  • ขณะที่อยู่กรุงเทพฯ อาจารย์เฮงจอดเรืออยู่หน้าวัดเชิงเลน สะพานหัน (วัดบพิตรภิมุข) มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นข้าราชหารกระทรวงศึกษาธิการ ทหาร ตำรวจ ประชาชนทั่วไป รวมทั้งนักเลงหัวไม้หลายคน มีทั้งการฝั่งเข็มทอง การสักยันต์รูปหนุมาน ฯ ตำรวจต้องไปขอร้องให้เลิกสัก เพราะลูกศิษย์ลูกหาไปเป็นโจรกันจำนวนมาก ปราบก็ยาก เนื่องจากวิชาคงกระพันของอาจารย์เฮงนั้นเป็นเลิศ เมื่อบ้านเมืองเกิดเรื่องไม่สงบมากมาย เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็เพ่งเล็งพวกนักเลงและพวกอั้งยี่ รวมทั้งอาจารย์เฮงก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้านักเลงหัวไม้
  • หลังจากที่ถูกทางการเพ่งเล็ง อาจารย์เฮงก็กลับไปอยู่อยุธยาบ้านเกิดระยะหนึ่ง แต่มิได้ขึ้นไปพักบ้านญาติ ยังคงพักอาศัยอยู่ในเรือหน้าวัดสะแก และเริ่มทำของขลังอื่นๆ เช่น ตะกรุด เหรียญพรหมสี่หน้า งาแกะ และอื่นๆ อีกมากมาย
  • จากคำบอกเล่าของคุณลุงคนหนึ่งที่วัดสะแก ท่านบอกว่า
  • ” ตาเฮงชอบมาจอดเรืออยู่ที่หน้าวัด จอดทีก็นานหลายวัน ตาเฮงแกไม่ชอบใส่เสื้อ ตัวเล็ก รูปร่างท้วมสันทัด นุ่งผ้าขาวม้า เอาผ้าพาดบ่า มียายเชื้อ (ภรรยา) อยู่ด้วย ตาเฮงแกชอบกินกาแฟหรือไม่ก็โอเลี้ยง โดยใช้เด็กที่วิ่งผ่านไปมาไปซื้อให้ เป็นคนใจดี มีนิสัยค่อนข้างนักเลง พูดจาโผงผาง เสียงดัง ในแต่ละวันจะมีลูกศิษย์แวะเวียนกันมาที่เรือ มาขอผ้ายันต์บ้าง ซึ่งบางครั้งก็ขึ้นมาปั๊มกันที่วัดสะแกเลย หรือบางทีก็มาสัก ขอตะกรุด ส่วนมากจะเห็นแกแจกตะกรุดสีเงินซะมากกว่า เท่าที่จำได้”
  • จากคำบอกเล่านี้ ตรงกับที่ลูกหลานของอาจารย์เฮงที่เล่าว่า
  • ” ตาอยู่แต่ในน้ำ ไม่ได้อยู่บนบก เพราะว่าอยู่บนบกแล้วร้อนวิชา เวลามากรุงเทพฯ ตาจะขับเรือมาเป็นเรือเครื่องจากอยุธยา แล้วก็มาจอดแถวสะพานพุทธ ตามาด้วยเรือ แล้วก็กลับด้วยเรือ เป็นเรือมีพวงมาลัยอยู่ลำหนึ่ง ตาเขาจะไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง ลูกหลานจะเจอทีตอนทำพิธี เช่น ทำพิธีไหว้ครูจะทำที่บ้านวรจักรทุกวันพฤหัส แต่ถ้าปลุกเสกของจะไปทำที่วัดสะแก ทำในโบสถ์ ตอนที่มาทำพิธีที่บ้านวรจักรลูกศิษย์เยอะมาก”
  • ” ตาเขาจะใส่แต่ผ้าแดง นุ่งผ้าขาวม้ามีแดงอย่างเดียว ปล่อยชายยาวๆ ผ้าอะไรก็ได้แล้วแต่เป็นสีแดงหมด ตาจะนุ่งแล้วก็โจงขึ้นมาข้างบน และไม่ได้ใส่เสื้อ ไม่ได้นุ่งกางเกงเหมือนคนทั่วไป นุ่งผ้าขาวม้าแดง พาดคอบ้าง ส่วนมากตาจะไม่ใส่เสื้อผ้า มันร้อน ร้อนวิชา เขาไม่ได้ใส่เหมือนพวกเราทั่วไปนะ ใส่ตะกรุดใหญ่ๆ เดินไปไหนมาไหนคนก็มอง”
  • อีกคนหนึ่งเล่าว่า อาจารย์เฮงจะใส่ผ้าสีแดง แต่เป็นโสร่ง
  • “นุ่งผ้าโสร่ง และใช้ผ้าขาวม้าพาด สงสัยจะนุ่งผ้าแดงด้วย”
  • “อาจารย์เฮงมาอยู่ที่นี่เป็นปี มาอยู่เรือตรงแถวศาลาแดง (ที่วัดสะแก) ปกติจะนุ่งโสร่ง พาดผ้าขาวม้าประจำ”
    • อาจารย์เฮงท่านพิถีพิถันกับการรับลูกศิษย์มาก เพราะท่านได้เล็งเห็นว่า การที่จะมอบของดีให้กับคนที่ไม่ดีนั้น จะก่อความเดือดร้อนและเป็นบาปกรรมตกไปถึงครูอาจารย์ ส่วนมากลูกศิษย์ของท่านจะเป็นผู้อาวุโสในกลุ่มครู อาจารย์ เช่น ครูฟู พุทธินันท์ อดีตศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบ หรือแม้แต่นักการธนาคาร ข้าราชการผู้ใหญ่ เป็นต้น
      หลานของอาจารย์เฮงอีกคนหนึ่งได้กล่าวว่า
      ” ลูกศิษย์เองของตา มีครูฟู (ฟู พุทธินันท์), อาจารย์วิเชียร, พ่ออาจารย์วันชัย (เป็นผู้อำนวยการ)… มีศิษย์เอกอยู่ 3 คน ที่กรุงเทพฯ อาจารย์วันชัย ตาเฮงเป็นคนตั้งชื่อให้)
    • อาจารย์เฮง ไพรยวัล เป็นฆราวาสผู้โด่งดัง ได้เสียชีวิตบนกุฏิหลวงปู่สีห์ พิณทสุวัณโณ ที่วัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2502 สิริรวมอายุได้ 74 ปี เดิมอัฐิของท่านบรรจุอยู่ที่วัดสะแก แต่ปัจจุบันอัฐิของท่านได้ย้ายไปอยู่ที่วัดขนอน ตำบลหนองน้ำส้ม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ท้ายสุดอัฐิของท่านได้นำมาบรรจุที่ใต้ฐานรูปหล่อของท่านในวิหารวัดขนอน)
    • เมื่อวันที่ท่านเสียชีวิต หลานของท่านคือพระเฉลียว อุตโม ได้จุดธูปขอปลักขลิกที่ท่านห้อยอยู่ที่เอวด้วยด้าย โดยใช้ใบมีดโกนซึ่งมีความคมมาก พยายามที่จะตัดด้าย แต่ตัดไม่ขาดจึงละความพยายาม แต่อยู่ดีๆ ด้ายก็ขาดเอง ปลัดขลิกหล่นลงร่องตกน้ำ หลวงปู่สีห์ที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยจึงได้กล่าวว่า เขาไม่ให้เอ็ง เอ็งไม่ต้องลงไปเก็บที่ใต้ถุนหรอก
    • หลานสาวคนหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์ว่า
      “อัฐิเดิมอยู่วัดสะแก สาเหตุที่ย้ายอัฐิเพราะว่าดินทรุดแล้วก็ย้ายมาวัดขนอน รกรากจริงๆ ของตาเฮงอยู่วัดขนอน”
    • เรียบเรียงโดย อาจารย์พีระ แย้มประดิษฐ์ จารึกไว้ให้คนรุ่นหลังได้รู้จักและน้อมรำลึกถึง น้อมบูชาครูบาอาจารย์ ถึงฆราวาสท่านหนึ่งที่อยู่คู่วัดสะแก
    • ขอบคุณข้อมูลจากเว็บวัดสะแก.com
    • ภาพจากคมชัดลึก

โลหะเมฆสิทธิ์

      เมฆสิทธิ์ เป็นผลจากการผสมโลหะเล่นแร่แปรธาตุแบบหนึ่ง มีปรอทเป็นมวลสารหลักพร้อมการเสกซัดแร่ต่าง ๆ ที่กำกับด้วยคาถาอาคมให้แร่ทั้งหลายแปรสภาพและเปลี่ยนวรรณะ ตลอดจนทรงไว้ด้วยความศักดิ์สิทธิ์!  โลหะที่ได้จะมีลักษณะแข็งแกร่ง แต่ไม่เหนียว เมื่อปอกผิวใหม่ ๆ จะออกวรรณะขาวอมม่วงหรือฟ้า เนื้อในขาว วาวอย่างเงินยวง หากแช่น้ำหรือปล่อยให้สัมผัสอากาศจะค่อยเปลี่ยนสีวรรณกระแส ผิวเป็นสีเขียว เมฆสิทธิ์มีหลายวรรณะแต่ที่นับถือว่าเลิศสุดคือ สีเขียวอมทอง แต่ไม่ค่อยรู้จักกันนัก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นมาก

     สรรพคุณของเมฆสิทธิ์นับถือว่าดีเด่นทางด้านค้ำหนุนดวงชะตา และสามารถนิมิตบอกอาเพทได้ หากสีวรรณะสดใสหมายถึงความเจริญรุ่งเรือง  หากวรรณะหม่นหมองมีคราบ ก็บอกอาเพทว่ามีเคราะห์ให้เร่งระวังและนำเครื่องรางเมฆสิทธิ์นั้นมาทำความสะอาดด้วยน้ำฝน หรือน้ำสะอาด จากนั้นแช่เนื้อเมฆสิทธิ์ไว้อธิษฐานขอน้ำมนต์แก้อวมงคล ต่าง ๆ ได้ดีเรียกว่า “น้ำมนต์กลับดวง” ดั่งเมฆสิทธิ์ที่แปรสีฉันนั้นแลมีฤทธิ์ในการค้ำชูดวงชะตาราศีให้ดีขึ้น เป็นเมตตามหานิยมแก่ผู้พบเห็น เจริญไว้ด้วยลาภและทรัพย์สมบัตินานัปการ อีกทั้งยังคุ้มครองป้องกันให้แคล้วคลาด กลับร้านกลายเป็นดี กันอุบาทว์จัญไรทั้งปวง

     บางตำรามีความเชื่อว่า หากใช้เสริมดวง คู่กับกระลา หรือ ราหูอมจันทร์ ทำให้ มีอำนาจอีกทั้ง เป็นคู่หนุนค้ำจุนและเชิดชูให้ด้วงชะตาราศรีดีมิรู้ตกต่ำ...โดยมีคำพังเพย คนโบราณ ว่าเล่นแร่แปรธาตุ ผ้าขาดเป็นวา นั้น มาจากความเชื่อเรื่องการหาสูตรหลอมโลหะ อย่างดีบุก ตะกั่ว ทองแดง...ฯลฯ เป็นทองคำ และวิชาหลอมโลหะนั้น ก็แพร่หลายจากชาวบ้านเข้าวัด ประวัติการสร้างพระกริ่ง ของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ ตอนหนึ่งมีว่า “ไต้ถุนกุฏิท่าน  มีเครื่องมือหลอมโลหะ...ทิ้งไว้ หมดถ่านไปหลายลำเรือ”

     สังฆราชแพ ใช้สูตรส่วนผสมนวโลหะ หล่อพระกริ่ง แต่ละรุ่นส่วนผสมต่างกัน แต่ก็มีเนื้อโลหะหนึ่งที่สร้างไว้น้อยมาก ในช่วงแรกๆ สมัยท่านเป็นพระธรรมโกษาจารย์..คือ เมฆสิทธิ์

     ชื่อเมฆสิทธิ์ ฟังแล้วขลัง เมื่อเห็นเนื้อโลหะ ออกสีเขียวอมทอง เหมือนสีปีกแมลงทับ ก็ดูจะยิ่งเพิ่มแรงขลัง เจ้าตำรับ สร้างพระเนื้อเมฆสิทธิ์ แวดวงพระเครื่องรู้จักกันดี หลวงพ่อทับ วัดอนงคาราม ฝั่งธนบุรี




ข้อมูลจากสำนักข่าวทีนิวส์


องค์นรสิงห์

 


องค์นรสิงห์ (Narasimha) เป็นหนึ่งในอวตารของพระนารายณ์ ผู้มีร่างกายท่อนล่างเป็นมนุษย์และท่อนบนเป็นสิงโต โดยร่างอวตารนี้เกิดขึ้นเพื่อปราบอสูรที่ก่อความเดือดร้อน ฟื้นฟูธรรม และยุติการกดขี่ข่มเหง องค์นรสิงห์จึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจ ความกล้าหาญ และการปกป้องผู้บริสุทธิ์จากความชั่วร้าย

ประวัติ "องค์นรสิงห์" ตามความเชื่อคติพราหมณ์ มีที่มาอย่างไร

ตามตำนานเล่าว่า "หิรัณยกศิปุ" เป็นอสูรที่ได้บำเพ็ญตบะจนได้รับพรจากพระพรหมให้ไม่มีวันตาย ไม่ถูกฆ่าโดยมนุษย์ สัตว์ เทวดา อาวุธ หรือมือ อีกทั้งไม่ตายทั้งในเรือนหรือนอกเรือน ไม่ตายในเวลากลางวันหรือกลางคืน ด้วยอำนาจพรนี้ทำให้หิรัณยกศิปุอาละวาดไปทั่วสามภพ จนพระอินทร์ต้องทูลเชิญพระนารายณ์ให้อวตารมาปราบ

พระนารายณ์จึงอวตารเป็น "องค์นรสิงห์" ครึ่งมนุษย์ครึ่งสิงโต และสังหารหิรัณยกศิปุด้วยกรงเล็บ ณ กึ่งกลางบานประตูในยามโพล้เพล้ ซึ่งไม่เข้าข่ายเงื่อนไขของพรใดๆ จึงทำให้พรสลายไปสิ้น เทวดาทั้งหลายต่างแสดงความยินดี และภาพศิลปกรรมมักถ่ายทอดฉากนี้ พร้อมรูปเทวดาองค์เล็กๆ แสดงกิริยายกมือเฉลิมฉลองอยู่เบื้องล่าง

ประวัติ "องค์นรสิงห์จำลอง" รูปปั้นคู่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

หากย้อนกลับไปในอดีต พื้นที่ทำเนียบรัฐบาลซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของตึกไทยคู่ฟ้า เดิมคือ "บ้านนรสิงห์" ของเจ้าพระยารามราฆพ โดยมีองค์นรสิงห์ประดิษฐานอยู่ตั้งแต่แรก และยังคงเป็นสัญลักษณ์คู่สถานที่แห่งนี้เรื่อยมาจนปัจจุบัน

องค์นรสิงห์จำลอง จึงถูกสร้างขึ้นในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมีการสั่งทำจากโรงหล่อและอัญเชิญมาประดิษฐานตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2564 เพื่อใช้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับสักการะบูชา

ในสังคมไทย องค์นรสิงห์จำลอง ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งสะท้อนความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ฮินดูเท่านั้น แต่ยังถูกตีความเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็น ผู้พิทักษ์คุ้มครองบ้านเมือง แทนความกล้าหาญ ความซื่อสัตย์ และพลังในการปกป้องประชาชน อันเป็นคุณสมบัติที่ผู้นำและผู้บริหารประเทศพึงมี

ข้อมูลจากไทยรัฐออนไลน์

 


วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568

สุทรรศนจักร




สุทรรศนจักร (สันสกฤตसुदर्शन चक्रแปล: "จักรแห่งการเห็นที่เป็นมงคลยิ่ง"IAST: Sudarśana Chakra) เป็นจักรมงคล 108 ซี่ ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระวิษณุ และ พระกฤษณะ ในเอกสารของฮินดู สุทรรศนจักรมักปรากฏบนหัตถ์ขวาของพระวิษณุ ในขณะที่หัตถ์ที่เหลือ ทรงปัญจชันยะ (สังข์)เกาโมทกี (คทา) และปัทมะ (ดอกบัว)

ในฤคเวทเขียนถึงจักรว่าเป็นสัญลักษณ์ของพระวิษณุ และเป็นสัญลักษณ์แทนกงล้อของเวลา เช่นเดียวกับในอิติหาสะกับปุราณะ ส่วนในมหาภารตะ พระกฤษณะ ซึ่งเป็นอวตารของพระวิษณุ ใช้จักรเป็นอาวุธ

     มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่เหล่าเทวดาได้ทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอมฤตนั้นมีทั้งเทวดาและอสูรทั้งหลายเข้าร่วมทำพิธี พระราหูได้แอบอยู่ในกลีบเมฆ เมื่อทำพิธีสำเร็จ เหล่าเทพและอสูรได้ยื้อแย่งน้ำอมฤตกัน พระวิษณุทรงแปลงกายเป็นนางโมหิณี เพื่อแบ่งน้ำอมฤต พระราหูจึงรีบแปลงกายเป็นเทวดา แล้วลอบดื่มน้ำอมฤตที่เกิดขึ้นนั้น พระอาทิตย์และพระจันทร์ได้เห็นเข้าจึงรีบเอาความนั้นไปทูลบอกพระวิษณุ พระวิษณุทรงทราบจึงขว้างจักรสุทรรศนะตัดไปถูกกลางตัวพระราหูขาดกลายเป็นสองท่อน แต่ด้วยว่าน้ำอมฤตที่พระราหูได้ดื่มนั้นไหลไปจนถึงกลางตัวพระราหูแล้วพอดี ครึ่งบนของพระราหูที่ถูกตัดออกจึงกลายเป็นอมตะ ส่วนครึ่งล่างนั้นได้กลายมาเป็นพระเคราะห์องค์ที่ 9 แห่งเหล่าเทวดานพเคราะห์ ก็คือ พระเกตุ แต่ถ้าในทางคติฮินดู จักรนั้นตัดที่คอของราหู ส่วนหัวคือพระราหู ส่วนตัวคือพระเกตุ บ้างก็ว่าพระศุกร์ได้นำนาคมาผ่าเป็น 2 ส่วน เพื่อมาต่อให้ราหูและเกตุ พระราหูมีหัวเป็นอสูรตัวเป็นเทพนาค พระเกตุมีหัวเป็นเทพนาคตัวเป็นอสูร จากนั้นเมื่อครั้งใดที่พระราหูได้พบเจอพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ พระราหูก็จะจับมากลืนกินด้วยความโกรธแค้นที่เทวดาทั้งสององค์นำเรื่องไปทูลพระนารายณ์ แต่อมไว้ในปากได้ไม่นานก็ต้องคายออกมาเพราะทนความร้อนและรัศมีของเทวดานพเคราะห์ทั้งสองไม่ได้ เกิดเป็นเหตุของปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคาตามคติความเชื่อของคนโบราณ

ที่มาวิกิพีเดียสารานุกรมเสรี

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ตำนานวัดกุฎีทองกับพระเจ้าปราสาททอง

 วัดกุฎีทอง ตำบลท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

     เป็นวัดเก่าโบราณครั้งสมัยเมืองละโว้ พงศาวดาร เหนือกับพงศาวดารชาติไทย กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า พระเจ้าสินทบอมรินทร์ ทรงสร้าง วัดกุฎีทอง พระนางกัญญาเทวี อัครมเหสี ทรงสร้าง วัดคงคาวิหารประมาณพุทธศักราช ๑๖๐๐ ซึ่งอิฐ และปูนที่ใช้ก่อกำแพงแก้วใกล้พระอุโบสถในวัดกุฎีทองเป็นอิฐและปูนรุ่นเดียวกันกับพระเจดีย์ในวัดพระศรีมหาธาตุ เมืองละโว้ หรือ จังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นจากหลักฐานอิฐและปูนที่ก่อสร้างกำแพงแก้วในพระอุโบสถ ซึ่งเป็นอิฐและปูนก่อนสมัยสร้างกรุงศรีอยุธยา วัดกุฎีทองจึงเป็นวัดยุคก่อนสมัยสร้างกรุงศรีอยุธยา เช่นเดียวกับวัดธรรมิกราช วัดพนัญเชิง
     ครั้นต่อมาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ พ.ศ. ๑๙๙๑ ได้ซ่อมแซม พระอุโบสถวัดกุฎีทองที่ชำรุดให้ดีขึ้น จากหลักฐานและผู้ใหญ่เล่าสืบต่อๆ กันมามีตำนานในสมัยแผ่นดิน สมเด็จพระเอกาทศรถ พ.ศ. ๒๑๔๘ พระองค์ไล (ราชโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถ ซึ่งเกิดกับพระสนมชาวบ้านบางปะอิน) ได้ถวายตัวเป็นทหารมหาดเล็กของพระเอกาทศรถ วันหนึ่งพระองค์ไลมีความประสงค์อยากรู้ดวงชะตาราศีของท่าน จึงได้มาที่วัดกุฎีทองเพื่อให้อาจารย์ดี (หลวงพ่อดี) เจ้าอาวาสช่วยตรวจดูดวงชะตาของพระองค์ พระองค์ได้เดินทางข้ามฝากที่ท่าสิบเบี้ย เวลา ๑๐.๐๐ น. ถึงวัดเป็นเวลาที่ขณะนั้น อาจารย์ดีกำลังนั่งวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในกุฏิ พระองค์ไลจึงออกไปนั่งรออยู่ที่ศาลาท่าน้ำ เมื่อถูกลมพัดเย็นๆ ก็ลืมองค์เอนกายลงนอนหลับไป จนกระทั่งได้ยินเสียงเด็กวัดตีกลองเพล ตื่นขึ้น เมื่อท่านอาจารย์ดีฉันเพลแล้วพระองค์ไล ได้ยินท่านอาจารย์ดีพูดกับเด็กวัดว่า "วันนี้มีผู้มีบุญมาที่วัดเรา" เด็กวัดจึงถามว่า "ผมไม่เห็นมีคนขี่ม้าขาวแต่งเครื่องเต็มยศหรือ คนขึ้นคานหามที่มีขบวนแห่ที่ไหนมาในวัดเราเลยหลวงพ่อ" ท่านอาจารย์ดีจึงตอบว่า "คนที่นั่งรออยู่ที่ศาลาท่าน้ำนั่นแหละคนมีบุญ ไปตามมาหาหลวงพ่อหน่อย" เมื่อเด็กวัดไปตามพระองค์ไลมาพบแล้ว ท่านก็ถามพระองค์ไลถึงความประสงค์ที่มาวัด พระองค์ไลก็กราบเรียนอาจารย์ดีว่า
     "ต้องการมาให้ตรวจดวงชะตาราศี และที่อาจารย์พูดกับเด็กวัดว่าคนที่มีบุญมาวัดนั้นเป็นใครที่ไหนรึ หลวงพ่อ" หลวงพ่อตอบว่า "พ่อหนุ่มนี่แหละ"  พระองค์ไลถาม ต่อไปอีกว่า "หลวงพ่อยังไม่ได้ตรวจดูดวงเลยทราบได้อย่างไร"อาจารย์ดีตอบว่า "ได้ยินเสียงกรนเมื่อนอนหลับอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ เสียงดังเหมือนฆ้องไชยดังหึ่มๆ นั่นแหละตามตำราว่า เสียงคนมีบุญ" ต่อจากนั้นพระองค์ไลก็กราบเรียนแจ้ง วัน เดือน ปีเกิด ให้อาจารย์ทราบ เมื่ออาจารย์ผูกดวงแล้วถึงกับสะดุ้ง แลนั่งนิ่งไปพักใหญ่ พระองค์ไลกราบเรียนถามว่า "หลวงพ่อนิ่งด้วยเหตุอันใด"
เมื่อพระองค์ไลกราบเรียนซักถามบ่อยครั้งขึ้น อาจารย์ดีก็ค่อยๆ กระซิบพูดขณะที่ไม่มีผู้อื่น "อย่าไปพูด เมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๑๗๓ พ่อหนุ่มจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน" (ในสมัยก่อนนี้ การพูดถึง"พระเจ้าแผ่นดิน" เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย หากทำนายออกไปว่าใครจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็อาจจะถูกหาว่าคิดเป็นกบฎ ทำให้พูดยาก อาจารย์ดีจึงนั่งนิ่งไปพักใหญ่)
     พระองค์ไลพูดค้านขึ้นว่า "เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะสมเด็จพระเอกาทศรถ มีราชโอรสคือ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ และเจ้าพระพิมลธรรม วัดระฆัง ก็เป็นราชโอรส" ท่านอาจารย์ก็ยืนยันว่า "ตามดวงชะตาราศีของพระองค์ไล ดังกล่าวจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินแน่ ถึงแม้จะมีองค์รัชทายาทอยู่ก็ตาม " พระองค์ไลจึงพูดเป็นคำสัญญาว่า "ถ้าเกิดได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแน่จริงๆ จะสนองพระคุณหลวงพ่อ โดยปิดทองกุฏิให้ทั้งหลัง เป็นความสัจ" ทั้งที่ยังไม่ใคร่จะเชื่อ และไม่แน่พระทัยนัก กาลเวลาต่อจากนั้นมาจนถึงปี พุทธศักราช ๒๑๗๓ พระองค์ไลได้ขึ้นครองราชสมบัติให้พระนามว่าพระเจ้าปราสาททอง สมจริงคำทำนายของพระอาจารย์ดี พระเจ้าประสาททอง จึงสั่งให้ช่างหลวงมาปิดทองที่กุฏิท่านอาจารย์ดี เป็นทองทั้งหลัง ในส่วนของอาราม พระเจ้าประสาททองได้บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่บางส่วน โดยก่อกำแพงแก้วรอบนอกชั้นล่างห่างออกมาอีก มีขนาดกว้างประมาณ ๖๐ เมตร ยาวประมาณ ๘๐ เมตร โคกกำแพงแก้วด้านพระอุโบสถร่วมในสูง ๓ วาเศษ เป็นของเก่า ส่วนร่วมหน้าพระอุโบสถนั้น กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๔ เมตร ประตูด้านหน้า ๒ ช่อง ด้านหลัง ๒ ช่อง หน้าต่างด้านตะวันออก และตะวันตก อีกด้านละ ๓ ช่อง

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บพระ




ภาพจากเทมเพิลไทยดอทคอม

ประวัติและปฏิปทาหลวงพ่อผินะ ปิยธโรวัดสนมลาว อ.หนองแค จ.สระบุรี

  หลวงพ่อผินะ ปิยธโร   วัดสนมลาว   พระเกจิที่มีพลังเวทที่น่าอัศจรรย์ สำเร็จอภิญาญาณชั้นสูง แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ได้แห่งเมืองสระบุรี ◉ ชาติภ...