องค์นรสิงห์ (Narasimha)
เป็นหนึ่งในอวตารของพระนารายณ์
ผู้มีร่างกายท่อนล่างเป็นมนุษย์และท่อนบนเป็นสิงโต
โดยร่างอวตารนี้เกิดขึ้นเพื่อปราบอสูรที่ก่อความเดือดร้อน ฟื้นฟูธรรม
และยุติการกดขี่ข่มเหง องค์นรสิงห์จึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจ ความกล้าหาญ
และการปกป้องผู้บริสุทธิ์จากความชั่วร้าย
ประวัติ "องค์นรสิงห์"
ตามความเชื่อคติพราหมณ์ มีที่มาอย่างไร
ตามตำนานเล่าว่า "หิรัณยกศิปุ"
เป็นอสูรที่ได้บำเพ็ญตบะจนได้รับพรจากพระพรหมให้ไม่มีวันตาย
ไม่ถูกฆ่าโดยมนุษย์ สัตว์ เทวดา อาวุธ หรือมือ
อีกทั้งไม่ตายทั้งในเรือนหรือนอกเรือน ไม่ตายในเวลากลางวันหรือกลางคืน
ด้วยอำนาจพรนี้ทำให้หิรัณยกศิปุอาละวาดไปทั่วสามภพ
จนพระอินทร์ต้องทูลเชิญพระนารายณ์ให้อวตารมาปราบ
พระนารายณ์จึงอวตารเป็น "องค์นรสิงห์"
ครึ่งมนุษย์ครึ่งสิงโต และสังหารหิรัณยกศิปุด้วยกรงเล็บ ณ
กึ่งกลางบานประตูในยามโพล้เพล้ ซึ่งไม่เข้าข่ายเงื่อนไขของพรใดๆ
จึงทำให้พรสลายไปสิ้น เทวดาทั้งหลายต่างแสดงความยินดี
และภาพศิลปกรรมมักถ่ายทอดฉากนี้ พร้อมรูปเทวดาองค์เล็กๆ
แสดงกิริยายกมือเฉลิมฉลองอยู่เบื้องล่าง
ประวัติ
"องค์นรสิงห์จำลอง" รูปปั้นคู่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
หากย้อนกลับไปในอดีต
พื้นที่ทำเนียบรัฐบาลซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของตึกไทยคู่ฟ้า เดิมคือ
"บ้านนรสิงห์" ของเจ้าพระยารามราฆพ โดยมีองค์นรสิงห์ประดิษฐานอยู่ตั้งแต่แรก
และยังคงเป็นสัญลักษณ์คู่สถานที่แห่งนี้เรื่อยมาจนปัจจุบัน
องค์นรสิงห์จำลอง จึงถูกสร้างขึ้นในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
โดยมีการสั่งทำจากโรงหล่อและอัญเชิญมาประดิษฐานตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2564 เพื่อใช้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับสักการะบูชา
ในสังคมไทย องค์นรสิงห์จำลอง ณ
ตึกไทยคู่ฟ้า ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งสะท้อนความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ฮินดูเท่านั้น
แต่ยังถูกตีความเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็น ผู้พิทักษ์คุ้มครองบ้านเมือง แทนความกล้าหาญ
ความซื่อสัตย์ และพลังในการปกป้องประชาชน
อันเป็นคุณสมบัติที่ผู้นำและผู้บริหารประเทศพึงมี
ข้อมูลจากไทยรัฐออนไลน์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น