พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เป็นพระยาช้างเผือกประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เป็นช้างสำคัญในตระกูลพรหมพงศ์ เป็นช้างจำพวกอัฏฐทิศ ชื่อ กมุท
สีกายดังดอกกมุท หรือบัวสายแดง
ประวัติ
พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เกิดในป่าเขตจังหวัดกระบี่ เป็นช้างพลายเผือกโท
จำพวกอัฏฐทิศ ชื่อ กมุท สีกายดังดอกกมุท หรือบัวสายแดงเมื่อประมาณ พ.ศ. 2494 ถูกคล้องได้ที่ บ้านหนองจูด ตำบลดินอุดม อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่เมื่อ
พ.ศ. 2499 โดยนายแปลก ฟุ้งเฟื่อง และนายปลื้ม สุทธิเกิด
หมอเฒ่า เป็นลูกช้างติดแม่อยู่ในโขลงช้างป่า พร้อมกับช้างอื่น ๆ อีก 5 เชือกคือ พังสาคร พลายทอง พังเพียร พังวิไล และพังน้อย โดยในตอนนั้นพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ได้ชื่อว่า "พลายแก้ว" มีความสูง 1.60 เมตร เมื่อพระราชวังเมือง (ปุ้ย
คชาชีวะ)ได้ตรวจสอบคชลักษณ์แล้วพบว่าเป็นช้างสำคัญ
จึงนำมาเลี้ยงไว้ที่สวนสัตว์ดุสิต เมื่อเดือนกุมภาพันธ์
พ.ศ. 2500
พลโท บัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานองค์การสวนสัตว์ได้นำช้างพลายแก้วขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501
เพื่อประกอบพิธีขึ้นระวางเป็นช้างต้น
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ให้กำหนดพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างเผือกประจำรัชกาล ณ โรงช้างต้น พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่
11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 เป็นปีที่ 13
ในรัชกาลที่ 9
พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เติบโตขึ้นโดยการดูแลขององค์การสวนสัตว์
ที่สวนสัตว์ดุสิต และมีอาการดุร้ายมากขึ้นจนควาญช้างควบคุมไม่ได้
จึงต้องจับยืนมัดขาทั้งสี่ไว้กับเสา เป็นที่เกรงกลัวของบุคคลทั่วไป จนกระทั่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงมีพระราชเสาวณีย์
โปรดเกล้าฯ ให้นำพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เข้าไปยืนโรงในโรงช้างต้น ภายในพระตำหนักจิตรลดารโหฐานซึ่งอยู่ตรงกันข้ามถนน
เมื่อ พ.ศ. 2519 หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชได้บันทึกไว้ว่า
ในขณะที่นำคุณพระจากสวนสัตว์ดุสิตไปยังสวนจิตรลดา
ซึ่งเพียงแต่มีถนนคั่นอยู่สายเดียวนั้น คุณพระก็อาละวาดอย่างหนัก ไม่ยอมออกเดิน
เอางวงยึดต้นไม้จนต้นไม้ล้ม จนแทบจะหมดปัญญาเจ้าหน้าที่
กว่าจะนำคุณพระจากเขาดินไปถึงประตูสวนจิตรลดา ซึ่งมองเห็นกันแค่นั้น
ก็กินเวลาหลายชั่วโมง
ต้องใช้คนเป็นจำนวนมากถือปลายเชือกที่ผูกไว้กับขาคุณพระทั้งสี่ขา คอยลากคอยดึง
และดูเหมือนจะต้องใช้รถแทรกเตอร์เข้าช่วยขนาบข้าง เสี่ยงอันตรายกันมากอยู่
แต่ในที่สุดก็นำคุณพระไปยังประตูพระราชวังได้
พอได้ก้าวเท้าเข้าไปในบริเวณพระราชวัง คุณพระก็เปลี่ยนไปทันที
จากความดุร้ายก็กลายเป็นความสงบเสงี่ยม เดินอย่างเรียบร้อยไปสู่โรงช้างต้น
และเข้าอยู่อย่างสงบเรื่อยมา
พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ย้ายไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเคลื่อนย้ายคุณพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ
เมื่อวันที่ 17–18 มีนาคม พ.ศ. 2547 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชพิธีสมโภชโรงช้างต้น
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2547
เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี พ.ศ. 2549 มีกระแสพระราชดำรัสให้จัดสร้าง คชาภรณ์ หรือเครื่องทรงช้างต้นชุดใหม่ พระราชทานแก่พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เนื่องจากคชาภรณ์ชุดเดิมที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชพระราชทานให้ เมื่อ พ.ศ. 2502 มีสภาพเก่า
และมีขนาดเล็กเกินไป โดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม รับสนองพระบรมราชโองการจัดสร้างเครื่องคชาภรณ์ชุดใหม่ ด้วยงบประมาณ 4
ล้านบาท ใช้ทองคำร้อยละ 96.5 หนักกว่า 5,953
กรัม ประกอบด้วย
ผ้าปกพระพอง ทำด้วยผ้าเยียรบับ
ตาข่ายแก้วกุดั่น ทำด้วยทองคำ ร้อยลูกปัดเพชรรัสเซีย จำนวน 810 เม็ด
พู่หู จำนวน 1 คู่ ทำจากขนจามรีนำเข้าจากทิเบต
พระนาศ หรือผ้าคลุมหลัง ทำจากผ้าเยียรบับ
กันชีพ ทำด้วยผ้าสักหลาดปักดิ้น
เสมาคชาภรณ์ หรือ จี้ทองทำรูปใบเสมา
เขียนลายนูนรูปพระมหามงกุฎครอบอุณาโลม
สร้อยเสมาคชาภรณ์ หรือสร้อยคอทองคำ
พานหน้า พานหลัง ทำด้วยผ้าถักหุ้มผ้าตาด
สำอาง ทำจากโลหะผิวทอง
พระเศวตอดุลยเดชพาหนได้ล้มลงเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553
ณ โรงช้างต้น วังไกลกังวล หัวหิน
ที่มาวิกิพีเดียสารานุกรมเสรี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น