ศรีปราชญ์
ศรีปราชญ์ เป็นบุคคลซึ่งเอกสารพม่าและมอญที่เขียนจากคำบอกเล่าระบุว่า
เป็นข้าราชสำนักสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) แห่งกรุงศรีอยุธยา ถูกเนรเทศไปนครศรีธรรมราชและถูกเจ้าเมืองประหาร
ก่อนตายแช่งเจ้าเมืองให้ตายด้วยดาบเดียวกัน และภายหลังก็เป็นไปตามนั้น เรื่องราวของเขาได้รับการดัดแปลงและขยายความอย่างมากในเวลาต่อมา
โดยระบุว่า เป็นข้าราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์ เป็นบุตรชายของพระโหราธิบดี มีความสามารถทางร้อยกรอง
และไปเสียชีวิตที่นครศรีธรรมราชเหมือนในเอกสารเดิม เขายังได้รับการนำเสนอว่า
เป็นกวีเอกและบุคคลสำคัญของชาติไทย
อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์เห็นว่า เขาไม่มีตัวตนจริง
เพราะปราศจากการบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้ เขายังน่าจะเป็นเพียงตัวละครเอกในเรื่องเล่าขานของชาวบ้าน
ทำนองเดียวกับศรีธนญชัย โดยทั้งศรีปราชญ์และศรีธนญชัยน่าจะรับมาจากนิทานอินโดนีเซียหรือเปอร์เซีย
ศรีปราชญ์เป็นตัวแทนความซื่อตรง ศรีธนญชัยเป็นตัวแทนความคดโกง
อนึ่ง เดิมเชื่อว่า เขาเป็นผู้ประพันธ์ร้อยกรองเรื่อง กำสรวลศรีปราชญ์ นอกเหนือไปจากเรื่องอื่น
ๆ แต่ปัจจุบันมีข้อเสนอว่า เป็นพระนิพนธ์ของพระบรมราชาที่ 3 พระโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
เรื่องราว
เอกสารพม่ามอญ
เรื่องราวของศรีปราชญ์ปรากฏในเอกสารพม่าซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงได้มาจากหอพระสมุดแห่งมัณฑะเลย์เมื่อ พ.ศ. 2454 ทรงเชื่อว่า
เขียนขึ้นจากการสอบปากคำชาวกรุงศรีอยุธยาที่ถูกจับไปเป็นเชลยเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 จึงให้แปลออกเป็นภาษาไทยและใช้ชื่อว่า คำให้การชาวกรุงเก่า เอกสารนี้ระบุว่า
ศรีปราชญ์เป็นบุคคลที่พระเจ้าสุริเยนทราธิบดี (พระเจ้าเสือ) ทรงชุบเลี้ยงไว้
เพราะเขารอบรู้ทางศาสนาและโหราศาสตร์ ทั้งยังเก่งทางโคลงกลอน
เขาแต่งร้อยกรองถวายพระเจ้าสุริเยนทราธิบดีเป็นที่พอพระทัยเสมอ
แต่เขาแอบแต่งเพลงยาวหาสนมนางหนึ่งของพระองค์ เมื่อทรงจับได้ ก็มิได้ฆ่า
เพราะเสียดายความสามารถ ทรงเนรเทศเขาไปนครศรีธรรมราชแทน แต่ศรีปราชญ์เป็นคนเจ้าชู้
ไปอยู่นครศรีธรรมราชก็ไปแต่งเพลงยาวหาภรรยาเจ้าเมือง เจ้าเมืองจึงให้ฆ่า
คนทั้งหลายห้ามไว้เจ้าเมืองก็ไม่ฟัง ก่อนตายศรีปราชญ์แช่งไว้ว่า "ดาบที่ฆ่าเรานี้ภายหลังจงกลับฆ่าคนที่ใช้ให้ฆ่าเราเถิด"
ต่อมา พระเจ้าสุริเยนทราธิบดีทรงรำลึกถึงศรีปราชญ์
ทรงให้เรียกตัวกลับกรุงศรีอยุธยา แต่เมื่อทรงทราบว่า
เขาถูกเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชประหารแล้ว
ก็มีท้องตราออกไปให้ประหารเจ้าเมืองด้วยดาบเดียวกับที่ใช้ประหารศรีปราชญ์
เอกสารอีกฉบับที่ปรากฏเรื่องศรีปราชญ์ คือ คำให้การขุนหลวงหาวัด ซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเชื่อว่า
มีที่มาเดียวกับ คำให้การชาวกรุงเก่า แต่ คำให้การขุนหลวงหาวัด เป็นภาษามอญ และรัชกาลที่ 4 ทรงให้แปลออกเป็นภาษาไทย เอกสารนี้ระบุว่า
พระเจ้าสุริเยนทราธิบดีโปรดมหาดเล็กคนหนึ่งเพราะมีฝีมือทางร้อยกรอง
จึงประทานนามให้ว่า ศรีปราชญ์ แต่ศรีปราชญ์แต่งโคลงหานางใน
จึงทรงเนรเทศเขาไปนครศรีธรรมราช
ศรีปราชญ์ไปอยู่นครศรีธรรมราชก็ไปแต่งโคลงหาอนุภรรยาของเจ้าเมือง
เจ้าเมืองจึงให้เอาไปฆ่า ก่อนตายศรีปราชญ์แช่งไว้ว่า "เรานี้เป็นปราชญ์หลวง
แล้วก็เป็นลูกครูบาอาจารย์ แต่องค์พระมหากษัตริย์ยังไม่ฆ่าเราให้ถึงแก่ความตาย ผู้นี้เป็นเจ้าเมืองนคร
จักมาฆ่าเราให้ตาย เราก็จักต้องตายด้วยดาบเจ้าเมืองนคร
สืบไปเบื้องหน้าขอให้ดาบนี้คืนสนองเถิด"
แล้วเขียนโคลงแช่งลงพื้นดินไว้ให้ประจักษ์ ต่อมา
พระเจ้าสุริเยนทราธิบดีทรงให้เรียกตัวเขากลับ แต่เมื่อทรงทราบว่า
เขาถูกเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชประหารเสียแล้ว
ก็มีรับสั่งให้เอาดาบที่ใช้ประหารศรีปราชญ์นั้นประหารเจ้าเมืองตามไป
การขยายความ
เรื่องราวของศรีปราชญ์ได้รับการดัดแปลงและขยายความเป็นอันมากในสมัยรัตนโกสินทร์
โดยเฉพาะในงานเขียนของพระยาตรัง กวีเอกสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และงานเขียนของพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) ข้าราชการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เรื่องราวที่ดัดแปลงนี้ระบุว่า ศรีปราชญ์มีชีวิตอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ชื่อเดิมว่า
ศรี เป็นบุตรชายของพระโหราธิบดี เกิดราว พ.ศ. 2196
ประมาณ 3 ปีก่อนสมเด็จพระนารายณ์ทรงขึ้นครองราชย์ วันหนึ่งในราว พ.ศ. 2205 สมเด็จพระนารายณ์ทรงนิพนธ์โคลงค้างไว้
2 บาทว่า
|
อันใดย้ำแก้มแม่ |
หมองหมาย |
|
|
ยุงเหลือบฤๅริ้นพราย |
ลอบกล้ำ (บางฉบับว่า ลอบย้ำ) |
|
แล้วทรงให้พระโหราธิบดีกลับไปแต่งต่ออีก 2 บาทให้เต็มบท
พระโหราธิบดีคิดไม่ออก ศรีจึงแต่งต่อว่า
|
ผิวชนแต่จะกราย |
ยังยาก |
|
|
ใครจักอาจให้ช้ำ |
ชอกเนื้อเรียมสงวน |
พระโหราธิบดีนำขึ้นถวาย สมเด็จพระนารายณ์พอพระทัยมาก
จึงโปรดให้ศรีเข้าเป็นมหาดเล็ก พระโหราธิบดีรู้ว่า ลูกชายเป็นคนอุกอาจ
จึงทูลขอพระราชทานโทษไว้ว่า วันใดลูกชายทำผิดถึงตาย ขออย่าได้ทรงประหาร
เป็นแต่เนรเทศก็พอ สมเด็จพระนารายณ์ก็โปรดให้ตามนั้น
ต่อมา สมเด็จพระนารายณ์เสด็จประพาสป่าแก้ว ฝูงลิงร่วมประเวณีอยู่บนต้นไม้
ตรัสถามศรีว่า ลิงทำอะไรกัน ศรีทูลด้วยโวหารว่า
"นั้นคือเสียงมักกโฏ...มันทำสมัครสังวาสผิดประหลาดกว่าธรรมดา"
บางฉบับก็ว่า ลิงในป่าแก้วถ่ายมูลรดศีรษะขุนนางผู้ใหญ่
ทุกคนหัวเราะจนสมเด็จพระนารายณ์ตื่นบรรทม ทรงถามว่า เกิดอะไรขึ้น
ศรีทูลด้วยโวหารว่า "พยัคฆะ ขอเดชะ วานระ ถ่ายอุจจาระ รดศีรษะ
พระยาเดโช" สมเด็จพระนารายณ์เห็นว่า ศรีมีสติปัญญา
จึงพระราชทานนามให้โดยตรัสว่า "ศรีเอ๋ย
เจ้าจงเป็นศรีปราชญ์ตั้งแต่บัดนี้"
ต่อมา พระแสนหลวง เจ้านครเชียงใหม่ เสด็จลงมากรุงศรีอยุธยา
ได้พบศรีปราชญ์ และประลองปัญญาโต้ตอบกันเป็นโคลงดังนี้
|
พระแสนหลวง: ศรีเอยพระเจ้าฮื่อ |
ปางใด |
|
|
ศรีปราชญ์: ฮื่อเมื่อเสด็จไป |
ป่าแก้ว |
|
|
พระแสนหลวง: รังสีบ่สดใส |
สักหยาด |
|
|
ศรีปราชญ์: ดำแต่นอกในแผ้ว |
ผ่องเนื้อนพคุณ |
เรื่องราวที่ได้รับการขยายความนี้มีอีกหลายแห่งที่กล่าวถึงความสามารถของศรีปราชญ์ในการเจรจาเป็นร้อยกรอง
เช่น ระบุว่า ศรีปราชญ์ได้รับพระราชทานแหวน เดินผ่านประตูวัง และนายประตูทัก
จึงโต้ตอบกันดังนี้
|
นายประตู: แหวนนี้ท่านได้แต่ |
ใดมา |
|
|
ศรีปราชญ์: เจ้าพิภพโลกา |
ท่านให้ |
|
|
นายประตู: ทำชอบสิ่งใดนา |
วานบอก |
|
|
ศรีปราชญ์: เราแต่งโคลงถวายไท้ |
ท่านให้รางวัล |
ต่อมา ศรีปราชญ์ล่วงเกินนางในคนหนึ่ง โดยนางแต่งโคลงต่อว่าเขาว่า
|
หะหายกระต่ายเต้น |
ชมจันทร์ |
|
|
มันบ่เจียมตัวมัน |
ต่ำต้อย |
|
|
นกยูงหางกระสัน |
ถึงเมฆ |
|
|
มันบ่เจียมตัวน้อย |
ต่ำต้อยเดียรฉาน |
และเขาแต่งตอบว่า
|
หะหายกระต่ายเต้น |
ชมแข |
|
|
สูงส่งสุดตาแล |
สู่ฟ้า |
|
|
ระดูฤดีแด |
สัตว์สู่ กันนา |
|
|
อย่าว่าเราเจ้าข้า |
อยู่พื้นดินเดียว |
เรื่องราวดังกล่าวระบุว่า นางในคนนั้น คือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม) สนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์ โดยเชื่อมโยงกับ กำสรวลศรีปราชญ์ ที่เชื่อว่า เขาแต่งให้หญิงนาม ศรีจุฬาลักษณ์ การล่วงละเมิดนางในเป็นความผิดถึงตาย
แต่สมเด็จพระนารายณ์ทรงเนรเทศเขาไปนครศรีธรรมราชแทน
ตามที่ทรงรับปากไว้กับบิดาของเขา เขาถูกเนรเทศไปในเดือนยี่
ที่นครศรีธรรมราช ศรีปราชญ์ถูกกล่าวหาว่า
มีสัมพันธ์กับอนุภรรยาของเจ้าเมือง และถูกประหารชีวิตใน พ.ศ. 2226 ก่อนตายเขาเขียนโคลงสาปแช่งไว้บนพื้นดินว่า
|
ธรณีนี่นี้ |
เป็นพยาน |
|
|
เราก็ศิษย์มีอาจารย์ |
หนึ่งบ้าง |
|
|
เราผิดท่านประหาร |
เราชอบ |
|
|
เราบ่ผิดท่านมล้าง |
ดาบนี้คืนสนอง |
บางแหล่งระบุ 2 บาทแรกของโคลงดังกล่าวไว้แตกต่างออกไปดังนี้
|
ธรณีภพนี้เพ่ง |
ทิพญาณ หนึ่งรา |
|
|
เราก็ลูกอาจารย์ |
หนึ่งบ้าง |
ต่อมา สมเด็จพระนารายณ์ทรงรำลึกถึงเขา
จึงรับสั่งให้เรียกตัวเขากลับกรุงศรีอยุธยา แต่เมื่อทรงทราบว่า
เขาถูกเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชประหารแล้ว จึงรับสั่งให้เอาดาบที่ใช้ประหารเขานั้นประหารเจ้าเมืองตายตกตามกันสมดังคำสาปแช่งของเขา
มีผู้เชื่อว่า ที่ประหารศรีปราชญ์ ปัจจุบันคือ โรงเรียนอนุบาลนครศรีธรรมราช
"ณ นครอุทิศ" และสระล้างดาบที่ใช้ประหารนั้น
ปัจจุบันคือ โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช
การนำเสนอ
เรื่องราวของศรีปราชญ์ได้รับการผลิตซ้ำในฐานะกวีเอกและบุคคลสำคัญของชาติไทย ทั้งยังปรากฏในแบบเรียน
จนเหมือนเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์
มุมมองทางประวัติศาสตร์
นักประวัติศาสตร์เห็นว่า เรื่องราวของศรีปราชญ์เป็น
"จินตนาการ" มากกว่าเป็นความจริง
เพราะไม่เคยมีการบันทึกที่น่าเชื่อถือได้
กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเห็นว่า
เอกสารพม่ามอญข้างต้นมีหลายส่วนที่เลอะเทอะคลาดเคลื่อน รับสั่งว่า
"วิเคราะห์ดูเนื้อเรื่องตอนพงศาวดารเข้าใจว่า
คงจะเป็นคำให้การตามที่พวกไทยจำได้คนละเล็กละน้อยช่วยกันปะติดปะต่อ
ไม่ได้มีหนังสือพงศาวดารไทยติดไปด้วย อีกประการหนึ่ง
จะเป็นด้วยพวกไทยที่ถูกพม่าถามประสงค์จะรักษาเกียรติมิให้พม่าข้าศึกรู้เรื่องอันใดจึงจะเป็นเหตุให้หมิ่นประมาทชาติไทย
ไม่ได้ตั้งใจจะแสดงเรื่องราวในพระราชพงศาวดารแม้ที่จำได้ให้แก่พม่าทุกอย่างไป
เรื่องพงศาวดารตามคำให้การนี้จึงเคลื่อนคลาดนัก"
เช่นเดียวกับสุจิตต์ วงษ์เทศ ที่กล่าวว่า
"คำให้การชาวกรุงเก่า เป็นหนังสือคำให้การของเชลยชาวกรุงศรีอยุธยาหลายคนที่ถูกพม่ากวาดต้อนไปเมื่อคราวกรุงแตก
พ.ศ. 2310 แล้วให้การเป็นภาษาไทย แต่แปลเป็นภาษามอญและพม่า
แล้วถ่ายกลับมาเป็นภาษาไทยอีกทีหนึ่ง เรื่องราวต่าง ๆ จึงเลอะเลือน 'ใส่สีใส่ไข่' จนสับสนไปหมด"
สุจิตต์ยังเห็นว่า
เรื่องของศรีปราชญ์เป็นเพียงนิทานเล่าขานทำนองเดียวกับศรีธนญชัย โดยศรีปราชญ์เป็นตัวแทนของความกล้าหาญ
ซื่อตรง แข็งกร้าว และรักความเป็นธรรม ส่วนศรีธนญชัยเป็นตัวแทนของความกะล่อน
ปลิ้นปล้อน เจ้าเล่ห์ ขี้โกง และเอารัดเอาเปรียบ สุจิตต์เสนอว่า
เรื่องทั้งของศรีปราชญ์และศรีธนญชัยน่าจะได้รับมาจากวัฒนธรรมอินโดนีเซียหรือเปอร์เซียไว้เล่าสู่กันฟังคลายความตึงเครียดในชีวิตประจำวันตามระบอบจารีตประเพณี
ผลงาน
กำสรวลศรีปราชญ์
เดิมเชื่อว่า ศรีปราชญ์เป็นเจ้าของบทประพันธ์เรื่อง กำสรวลศรีปราชญ์ เพราะเริ่มด้วยโคลงบทนี้
|
กำสรวลศรีปราชญ์ร้าง |
แรมสมร |
|
|
เสาะแต่ปางนคร |
ล่มแล้ว |
|
|
ไป่พบไป่พานกลอน |
โคลงท่าน จบแฮ |
|
|
จวบแต่ต้นปลายแคล้ว |
หนึ่งน้อยยืมถวาย |
แต่ลักษณะทางภาษาที่เก่าแก่ รูปแบบคำประพันธ์ ตลอดจนเนื้อหาที่บรรยาย
เช่น เส้นทางล่องเรือ ศิลปกรรม สถานที่
และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประพันธ์กับผู้ที่กล่าวถึงในคำประพันธ์
ทำให้นักวิชาการในปัจจุบันเห็นว่า กำสรวลศรีปราชญ์ ประพันธ์ขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ไม่ใช่ตอนปลายอันเป็นยุคของศรีปราชญ์
และไม่ใช่ผลงานของศรีปราชญ์ที่ไม่น่ามีตัวตนจริง
หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี ตรวจสอบหลักฐานทางโบราณคดีแล้วเสนอเมื่อ พ.ศ. 2502 ว่า กำสรวลศรีปราชญ์ เป็นผลงานของพระบรมราชาที่ 3 พระโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ที่ทรงประพันธ์ถึงท้าวศรีจุฬาลักษณ์
สตรีสูงศักดิ์แห่งอาณาจักรสุโขทัย ในคราวที่ต้องจากกัน
เพราะท้าวศรีจุฬาลักษณ์ต้องตามเสด็จสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นไปพิษณุโลก เมืองหลวงของอาณาจักรสุโขทัย
เมื่อ พ.ศ. 2006 ส่วนพระบรมราชาต้องทรงรั้งกรุงศรีอยุธยา
ไม่อาจติดตามขึ้นไปด้วย
หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ยังเสนอให้เรียก กำสรวลศรีปราชญ์ ว่า กำสรวลสมุทร เพราะน่าจะเป็นชื่อที่ถูกต้องกว่า
ทั้งนี้ กำสรวลสมุทร เป็นชื่อที่อ้างถึงในตำรา จินดามณี
อื่น ๆ
ยังมีผลงานอื่น ๆ ที่เชื่อกันว่า เป็นฝีมือของศรีปราชญ์ เช่น อนิรุทธ์คำฉันท์ และ นิราศลำน้ำน้อย แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า เป็นงานของเขาจริงหรือไม่
สืบเนื่องจากทฤษฎีที่ว่า เขาไม่น่ามีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์
ที่มาวิกิพีเดียสารานุกรมเสรี
ปล.ผมเคยดูละครทีวีค่ายสังวริบุตรจัดทำ คุณไพรัช สังวริบุตร รับบพระนารายณ์
ศรีปราชญ์ผมจำชื่อไม่ได้ ชอบตอนที่เขาตั้งคำยาก ๆ ให้ศรีปราชญ์ ลองแต่งซึ่งคงไม่มีใครแต่งได้
แต่ศรีปราชญ์แต่งได้ อัฉริยะจริง ๆ เช่น คำว่าแป เขาแต่งว่า แป สะ หมู ก็คือปูแสม(ปู
สะ แม๋) เขาตั้งมาสี่คำ ผมจำไม่ได้ เขาแต่งได้บทหนึ่งเลย
ปัจจุบันผมไม่ทราบว่าบทกลอนนี้อยู่ที่ใด พยายามค้นหาแต่ไม่เจอ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น